คู่แข่งทางเศรษฐกิจ ทุ่งลาเวนเดอร์

เชื่อว่าใครก็ตามที่เคยไปเที่ยวประเทศฝรั่งเศส น่าจะรู้จัก คู่แข่งทางเศรษฐกิจ ทุ่งลาเวนเดอร์ พรอว็องส์ ซึ่งเป็นแคว้นที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ติดกับชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ซึ่งถือว่าเป็นชายฝั่งทะเลที่สวยงามและเป็นแหล่งตากอากาศของของประเทศนี้ที่มีชื่อเสียงมากในแถบยุโรป แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นภาพจำและเป็นสัญลักษณ์ของแคว้นนี้นั่นก็คือ ทุ่งลาเวนเดอร์ ซึ่งเมืองพรอว็องส์นี้เป็นแหล่งเพาะปลูกลาเวนเดอร์ที่สำคัญของประเทศฝรั่งเศส

และเคยเป็นฐานการผลิตน้ำหอมระเหยจากลาเวนเดอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย และแน่นอนว่าธุรกิจอะไรก็ตามก็ต้องมีคู่แข่งมาด้วยเสมอ ซึ่งในเวลานี้เมืองพรอว็องส์แห่งประเทศฝรั่งเศสไม่ใช่ผู้นำในการส่งออกน้ำมันจากลาเวนเดอร์อีกต่อไป

คู่แข่งทางเศรษฐกิจ ทุ่งลาเวนเดอร์ เพราะในตอนนี้พวกเค้ากำลังจะมีคู่แข่งนั่นก็คือประเทศบัลแกเรียนั่นเอง ซึ่งประเทศบัลแกเรียนั้นเป็นประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีปยุโรปที่มีพื้นที่พอๆ กับภาคเหนือของประเทศไทย และเพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรปในปี 2007 นี่เอง

โดยอาณาเขตของประเทศนี้ติดทะเลดำทางทิศตะวันออก ส่วนตอนใต้ติดกับประเทศกรีซและตุรกี ดังนั้นจึงมีอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน โดยตอนกลางของประเทศบัลแกเรียนั้น มีเทือกเขาบอลข่านพาดผ่าน

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้บริเวณนี้เกิดเป็นลักษณะหุบเขา และสามารถปลูกไม้ดอกได้ดี โดยเฉพาะดอกกุหลาบ มันจึงกลายเป็นที่มาให้ตรงจุดนี้ถูกเรียกว่าหุบเขากุหลาบ ซึ่งในเวลานี้ประเทศบัลแกเรีย ก็กลายเป็นประเทศที่ส่งออกหัวน้ำหอมกุหลาบมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกด้วย

และยิ่งไปกว่านั้นประเทศนี้ได้ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจกับประเทศฝรั่งเศสในการส่งออกลาเวนเดอร์อีกด้วย เพราะด้วยปัจจัยเรื่องค่าแรงขั้นต่ำของประเทศบัลแกเรีย ที่ถูกกว่าประเทศฝรั่งเศสถึงหกเท่า

จึงทำให้ลาเวนเดอร์ของประเทศบัลแกเรีย มีราคาที่ถูกกว่าลาเวนเดอร์ของประเทศฝรั่งเศสมากนัก ธุรกิจลาเวนเดอร์ของประเทศบัลแกเรียนจึงเป็นที่เฟื่องฟูและกลายเป็นความหวังให้เศรษฐกิจของประเทศบัลแกเรียจากยากจนกลายเป็นดีขึ้น แต่ทุกอย่างก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะความท้าทายในธุรกิจนี้ของประเทศบัลแกเรีย ก็มีจุดด้อยกว่าประเทศฝรั่งเศสอยู่สองประการ

ซึ่งประการแรกก็คือ อุตสาหกรรมในประเทศบัลแกเรีย ยังเล็กกว่าประเทศฝรั่งเศสอยู่มาก กับประการที่สอง คุณภาพของลาเวนเดอร์ของประเทศฝรั่งเศสจะมีคุณภาพที่สูงกว่า และไม่มีกลิ่นหญ้าติดเหมือนของประเทศบัลแกเรีย ซึ่งตรงจุดนี้มีปัจจัยมาจากกระบวนการเพาะปลูกนั่นเอง จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่าลาเวนเดอร์ของประเทศไหนจะครองความเป็นหนึ่ง

เมื่อประเทศหนึ่งเลือกที่จะพัฒนาการเพาะปลูกและควบคุมคุณภาพ ต่อยอดมูลค่าเพิ่มผลผลิตด้วยการนำมาเป็นส่วนประกอบในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ส่วนอีกประเทศหนึ่งผลิตเพื่อส่งออกอย่างเดียว โดยอาศัยปัจจัยค่าแรงเป็นข้อได้เปรียบ

 

สนับสนุนโดย.   สมัคร Gclub

เรื่องนี้ถูกเขียนใน ข่าวเศรษฐกิจ และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร