15 นักกีฬาน่าจับตามองที่โอลิมปิกในรีโอเดจาเนโร

นอกจากเดือนสิงหาคมจะเป็นเดือนแห่งวันสำคัญอย่างวันแม่แล้ว ปีนี้มันยังเป็นเดือนสำคัญในปฏิทินโลกด้วย เมื่อมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติอย่างโอลิมปิก 2016 กำลังจะกลับมาอีกครั้งในวันที่ 5-21 สิงหาคมนี้ หลังจากที่ปี 2012 การแข่งขันถูกจัดขึ้นที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ครั้งนี้เมืองรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ระยะหลังๆ การแข่งขันใหญ่ๆ

ไปจัดที่บราซิลเยอะทีเดียว เช่น ฟุตบอลโลก ปี 2014 น่าเสียดายที่ครั้งนั้นบราซิลแพ้ทีมดังอย่างเยอรมนีไปยับเยินถึง 0-7 ประตู จนทำให้ชาวแซมบ้าซึ่งมีกีฬาฟุตบอลอยู่ในสายเลือดถึงกับร้องไห้ด้วยความผิดหวัง ปีนี้แม้การรับหน้าที่เจ้าภาพมหกรรมกีฬาโอลิมปิกจะทำให้เกิดการประท้วงมากมายในบราซิล, ปัญหาความล่าช้าของการสร้างสนามแข่งขันกีฬาต่างๆ

ปัญหาไฟไหม้บ้านพักของนักกีฬาออสเตรเลีย, ปัญหาการใช้สารกระตุ้นของนักกีฬาชาวรัสเซียจนทำให้หลายประเทศประท้วงไม่ให้รัสเซียเข้าร่วมการแข่งขัน และสุดท้ายนักกรีฑาชาวรัสเซียทั้งหมด 68 คนถูกห้ามลงแข่งขันโอลิมปิก! ฯลฯ แต่ถึงอย่างไรก็คาดกันว่านี่จะเป็นการแข่งขันที่มีผู้ชมติดตามทั่วโลกแบบทุบสถิติ และชาวบราซิลก็หวังว่านักกีฬาจะกำชัยชนะในกีฬายอดนิยมของพวกเขา แต่อย่าลืมว่านี่คือการแข่งขันที่คัดเฉพาะนักกีฬาที่ดีที่สุดและเป็นเลิศที่สุดในกีฬาประเภทต่างๆ จากทั่วโลก ปีนี้นักกีฬาทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่คนไหนที่น่าจับตามองและมีสิทธิ์คว้าชัยชนะกันบ้าง OK! รวบรวมมาให้ติดตามแล้วเรียบร้อย ไปอินกับโอลิมปิก 2016 กันเถอะ!

 

1. MICHAEL PHELPS

สุดยอดนักกีฬาว่ายน้ำชาวอเมริกันที่ไม่มีใครไม่รู้จัก ไมเคิล เฟลป์ส ปิดจ๊อบการแข่งขันโอลิมปิกที่ลอนดอน ปี 2012 ด้วยการเป็นนักกีฬาโอลิมปิกที่มีเหรียญทองมาประดับบารมีมากที่สุดตลอดกาล โดยคว้าไป 22 เหรียญ เป็นเหรียญทอง 18 เหรียญ จากการร่วมแข่งโอลิมปิกทั้งหมด 3 ครั้ง ไมเคิลกวาด 8 เหรียญในปี 2004 (6 เหรียญทองและ 2 เหรียญทองแดง) ทำสถิติกวาด 8 เหรียญทองในปี 2008 และในปี 2012 กวาด 6 เหรียญ (4 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน) แม้ตอนนั้นจะมีกระแสข่าวเมาท์ว่าหมดยุคของไมเคิลไปแล้วก็ตาม ปีนี้ไมเคิล วัย 31 ปีรีเทิร์นสระว่ายน้ำอีกครั้ง และน่าจะเป็นการแข่งโอลิมปิกครั้งสุดท้ายของเขา ตามเชียร์กันว่าฉลามหนุ่มผู้เปี่ยมพรสวรรค์จะว่ายแตะขอบสนามเป็นคนแรกได้กี่รายการ

 

2. SERENA WILLIAMS

เธอเป็นนักเทนนิสสาวที่มีความมุ่งมั่นส่งประกายออกมาผ่านทางสายตาได้ดีมากๆ ปีนี้เจ้าของแชมป์หญิงเดี่ยวจากการแข่งขันวิมเบิลดันครั้งล่าสุดเซเรนา วิลเลียมส์ นักเทนนิสหญิงมือหนึ่งของโลก จะกลับไปรักษาตำแหน่งเจ้าของเหรียญทองการแข่งขันเทนนิสหญิงเดี่ยวและหญิงคู่ในนามของทีมอเมริกาอย่างเต็มภาคภูมิ โดยรายการหลังเธอจะผนึกกำลังกับวีนัส วิลเลียมส์ พี่สาว ลงสู้ศึก หลังครั้งล่าสุดที่เราเห็นทั้งคู่ลงแข่งเคียงข้างกันคือ US Open ในปี 2014 น่าดูทั้ง 2 รายการเลย และเซเรนาเคยให้สัมภาษณ์ว่าถ้าเป็นไปได้ เธออยากจะลงแข่งคู่ผสมด้วย

 

3. USAIN BOLT

เขาคือเจ้าลมกรดจาเมกาที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก เจ้าของสถิติโลกวิ่ง 100 เมตร ที่ 9.58 วินาที และสถิติโลกวิ่ง 200 เมตร ที่ 19.19 วินาที อีกทั้งยังทำความเร็วในการวิ่งสูงสุดที่ 44.2 กิโลเมตร/ชั่วโมง! ยูเซียน โบลต์ คือมนุษย์สายฟ้าที่ยังคงทำให้เราทึ่งกับความมหัศจรรย์ของมนุษย์ได้จนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งยังเป็นนักกีฬาที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ขันด้วย ยูเซียนเคยพิสูจน์แล้วว่าเขาคือนักวิ่งที่เร็วที่สุดในโลกที่โอลิมปิก ปี 2008 ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน และโอลิมปิก ปี 2012 ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ด้วยการคว้าเหรียญทองวิ่ง 100 เมตร, วิ่ง 200 เมตร และวิ่ง 4×100 เมตร ในโอลิมปิกทั้ง 2 ครั้ง รวมทั้งยังคว้า 2 เหรียญทองในการแข่งขัน 3 รายการนี้ในรายการ World Championships ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ในปี 2015 ด้วย อนาคตของยูเซียน โบลต์ น่าจะยังสดใสใน Rio 2016 ต้องลุ้นกันว่าเขาจะซิวเหรียญทองได้กี่เหรียญ

3. USAIN BOLT

 

4. IBTIHAJ MUHAMMAD

ไม่จำเป็นต้องคว้าเหรียญในการแข่งขัน นักกีฬาบางคนก็สามารถสร้างประวัติศาตร์ให้จารึกในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกได้เช่นกัน เฉกเช่นอิบทิฮาจ นักกีฬาฟันดาบหญิงที่จะเป็นตัวแทนทีมชาติอเมริกา ประชันชัยในเกมกีฬาที่ต้องอาศัยทั้งความว่องไวของสายตาและการเคลื่อนไหวนี้ โดยเธอจะเป็นตัวแทนนักกีฬาทีมชาติอเมริกาคนแรกที่ใส่ฮิญาบ ซึ่งเป็นผ้าคลุมศีรษะของผู้หญิงมุสลิม ลงแข่งขันเนื่องจากเธอนับถือศาสนาอิสลาม

4. IBTIHAJ MUHAMMAD

 

5. KATIE LEDECKY

เธอคือเงือกสาวตัวจริงและเป็นอีกหนึ่งตัวแทนความหวังเหรียญทองของทีมอเมริกาในโอลิมปิกครั้งนี้ ย้อนกลับไปที่โอลิมปิกที่ลอนดอน ปี 2012 เคที่ เลเดคกี้ นักว่ายน้ำชาวอเมริกันทำให้ผู้ชมมากมายต้องอึ้งและทึ่งในความสามารถของเธอ เมื่อเจ้าตัวคว้าเหรียญทองการแข่งขันฟรีสไตล์ ระยะ 800 เมตร ด้วยวัยเพียง 15 ปี ตอนนี้เธอทำได้ดีกว่าเดิมขึ้นเรื่อยๆ และเรียกได้ว่าแทบจะเป็นเงือกสาวเจ้าแห่งสระไปแล้ว เมื่อเธอเคยกวาดเหรียญรางวัลจากการแข่งว่ายน้ำประเภทฟรีสไตล์มาหมด ทั้งฟรีสไตล์ 200 เมตร, 400 เมตร, 800 เมตร และ 1,500 เมตร จากการแข่งขันระดับเมเจอร์ต่างๆ ซึ่งยังไม่เคยมีนักว่ายน้ำหญิงคนไหนทำได้มาก่อน! เราคาดว่าเคที่น่าจะสร้างสถิติใหม่ๆ ให้แก่วงการว่ายน้ำของอเมริกาและในประวัติศาสตร์การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้

5. KATIE LEDECKY

 

6. ASHTON EATON

ทางฝั่งอเมริกา นักกีฬาที่ป๊อปสุดๆ คงหนีไม่พ้นแอชตัน อีตัน นักทศกรีฑาหนุ่มหน้าหล่อคนนี้ หลังคว้าเหรียญเงินที่การแข่งขัน World Championships ในปี 2011 แอชตันก็กวาดเหรียญทองในทุกการแข่งขันหลักที่ร่วมประชันความแข็งแกร่ง! ทั้งยังมีดีกรีเป็นเจ้าของเหรียญทองการแข่งขันทศกรีฑาชายในโอลิมปิก ปี 2012 ที่ลอนดอนด้วย และหากคุณเป็นคอกีฬา คงจะจำกันได้ดีว่าหนุ่มแอชตันคนนี้นี่ล่ะที่สวมหมวกอันแสนสะดุดตาจาก Nike ระหว่างการแข่งขัน World Championships ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการทดลองนวัตกรรมใหม่ของ Nike ที่เรียกว่า ‘Cooling Mask’ โดย ‘Cooling Mask’ ใช้วัสดุที่อ่อนนุ่มคล้ายหมวก เมื่อสวมแล้วจะครอบคลุมศีรษะ แก้ม และลำคอ ทำให้อุณหภูมิของร่างกายเย็นลง พร้อมมีคุณสมบัติระบายความร้อนออกไปได้อย่างรวดเร็ว นักกีฬาจะสวมได้เฉพาะตอนก่อนแข่งเท่านั้น ทันทีที่ลงสนามจะต้องถอดออก ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วกว่าปกติสำหรับนักกีฬาที่แข่งหลายอีเวนต์ภายในวันเดียว ในการแข่งทศกรีฑาครั้งนั้น แอชตันทำคะแนนรวมได้ 9,045 ถือเป็นสถิติโลกใหม่ และทำลายของเดิมที่เคยทำไว้เมื่อหลายปีก่อน คือคะแนนรวมที่ 9,039

6. Ashton Eaton (2)

 

7. WOMEN’S VOLLEYBALL: TEAM BRAZIL

วอลเลย์บอลคืออีกหนึ่งกีฬายอดนิยมของชาวแซมบ้า (รวมทั้งชาวไทยเช่นกันที่มักตามเชียร์วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยอย่างต่อเนื่อง) และที่รีโอเดจาเนโร ปี 2016 นี้ สาวๆ นักตบลูกยางที่ทั้งหุ่นดีและทรงพลังจะมาป้องกันตำแหน่งแชมป์เหรียญทองกีฬาโอลิมปิกที่ลอนดอน ปี 2012 ล่าสุดทีมวอลเลย์บอลหญิงจากบราซิลก็เพิ่งบินมาคว้าแชมป์วอลเลย์บอลเวิลด์กรังด์ปรีซ์ 2016 ที่จัดขึ้นที่บ้านเราเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คอวอลเลย์บอลเตรียมสแตนด์บายรอหน้าจอโทรทัศน์ไว้เลย เพราะนักวอลเลย์บอลขวัญใจของคุณ ไม่ว่าจะไทซา เมเนเกวส, แจ็คการีน คาร์วัลโญ, กาเบรียลา กิมัวนาไรส์, ฟาเบียนา คลาวดิโน, เชลลา คาสโตว์ ฯลฯ พร้อมลงสนามมาเซ็ตแล้วก็ตบๆๆ แบบฟูลทีมแน่นอน

7. VOLLEYBALL-TEAM BRAZIL

 

8. NOVAK DJOKOVIC

ที่สุดแห่งความภาคภูมิใจและเป็นสินค้าส่งออกเกรดเอจากประเทศเซอร์เบีย คือโนวัค ยอโควิช นักเทนนิสชายมากฝีมือผู้นี้ ย้อนกลับไปในปี 2008 ที่โอลิมปิกในกรุงปักกิ่ง ตอนนั้นโนวัคในวัย 21 ปี ทำได้ดีที่สุดด้วยการคว้าเหรียญทองแดงเทนนิสชายเดี่ยว ในขณะที่โอลิมปิกในกรุงลอนดอน ปี 2012 เขาก็แพ้แอนดี้ เมอร์เรย์ ตัวแทนจากสหราชอาณาจักรในรอบเซมิไฟนอล เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว โนวัคได้พัฒนาฝีมือการเล่นให้คมและมีลูกเล่นมากขึ้น แก้ไขข้อผิดพลาด และตอกย้ำจุดเด่นในการดวลแร็กเกตของตัวเอง จนตอนนี้ขึ้นแท่นนักเทนนิสชายมือวางอันดับหนึ่งของโลกไปแล้ว พร้อมกับคว้าถ้วยแชมป์แกรนด์สแลมเป็นว่าเล่นเลยทีเดียว แต่อีกหนึ่งเป้าหมายในชีวิตที่โนวัคในวัย 29 ปียังคงวาดหวังคือการได้ครอบครองเหรียญทองโอลิมปิก เราก็หวังว่าที่รีโอเดจาเนโรปีนี้ ราชาแห่งคอร์ทเทนนิสจะได้ขึ้นรับเหรียญทองบนโพเดียมสมดังใจหวัง

8. NOVAK DJOKOVIC

 

9. NEYMAR

ระยะหลังทีมฟุตบอลบราซิลลงแข่งรายการอะไร มักไปไม่ถึงฝั่งฝัน แถมยังเหมือนจะไม่มีดวงกับการแข่งขันฟุตบอลในกีฬาโอลิมปิกเสียด้วย และเชื่อหรือไม่ว่าเหรียญทองจากการแข่งขันฟุตบอลชายในกีฬาโอลิมปิก เป็นเหรียญรางวัลที่บราซิล เจ้าของแชมป์ฟุตบอลโลก 5 สมัย ไม่เคยคว้ามาครองได้เลย! ที่ลอนดอน ปี 2012 บราซิลก็พลาดท่าแพ้ทีมเม็กซิโกไป ทำได้เพียงอันดับที่ 2 และครั้งนี้เมื่อมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ปี 2016 มาจอดป้าย ณ แผ่นดินบ้านเกิดถึงที่ เรามั่นใจว่าทีมบราซิลจะได้รับเสียงเชียร์จากคอบอลแซมบ้าอย่างท่วมท้นแน่นอน ก็หวังว่านักเตะซูเปอร์สตาร์ขวัญใจสาวอย่างเนย์มาร์ จะยังคงฉายแววและลีลาการเตะอันร้อนแรงได้ เหมือนอย่างที่เจ้าตัวเคยทำตอนลงฟาดแข้งให้กับทีม Barcelona ต้นสังกัดในสเปนบ่อยๆ และพาทีมแซมบ้าคว้าชัยในสนามฟุตบอลได้เสียที

Neymar do Brasil comemora seu segundo gol marcado durante partida amistosa com os Estados Unidos no Gillette Stadium, em Foxborough, Massachusetts, Estados Unidos, Terça-feira, Setembro, 8, 2015. Foto Leo Correa/Mowa Press

 

10. MEN’S BASKETBALL: TEAM USA

ที่สุดแห่งเกมบาสเกตบอล คงไม่มีทีมไหนที่จะเทียบรัศมีอเมริกา ประเทศที่เป็นเจ้าแห่งกีฬายัดห่วงนี้ไปได้ การแข่งขันโอลิมปิกทั้ง 6 ครั้งหลังสุด อเมริกาคือผู้ครองแชมป์เหรียญทองไปได้ถึง 5 ครั้ง (เสียหน้าแพ้ทีมอาร์เจนตินาไป 1 ครั้งในปี 2004) แน่นอนว่าโอลิมปิกครั้งนี้ที่รีโอเดจาเนโร อเมริกากลับมาพร้อม Dream Team ที่มุ่งมั่นจะคว้าชัยในการแข่งขันบาสเกตบอลชายเต็มที่ โดยทีมมาพร้อมนักบาสเกตบอลเอ็นบีเอระดับเทพทั้งนั้น ไม่ว่าจะคาร์เมโล แอนโธนี, เควิน ดูแรนต์, ไครี่ เออร์วิง ฯลฯ รับรองว่านี่น่าจะเป็นกีฬาอีกหนึ่งประเภทที่น่าติดตามชมสุดๆ

10. Basketball

 

11. CHRISTOPHE LEMAITRE

อย่าหาว่าลำเอียงและเทใจให้นักกีฬายุโรปเลยนะ แต่อยากนำเสนอนักวิ่งจากฝรั่งเศสจริงๆ เพราะเขาเตะตาและทำให้เราประทับใจมาตั้งแต่การแข่งขันวิ่ง 200 เมตรชายที่โอลิมปิกในลอนดอน ปี 2012 แล้ว หนุ่มหล่อคริสตอฟ เลอเมเทรอ เป็นนักวิ่งชายผิวขาวเพียงคนเดียวที่ผ่านเข้ามาเป็น 8 คนสุดท้ายในรอบไฟนอลในกีฬาที่ชาวผิวสีมักทำได้ดีกว่าเสมอ แต่เขาก็ไม่อาจต้านทานความไวในแบบลมกรดของยูเซียน โบลต์ เจ้าของเหรียญทองการแข่งขันครั้งนั้นไปได้ หวังว่าโอลิมปิกครั้งนี้หนุ่มคริสตอฟจะได้เข้ามาชิงชัยในรอบไฟนอลเหมือนเดิม และถ้าจะให้ดี ขอให้กล้องแพนไปให้เห็นเขานานๆ คริสตอฟถนัดวิ่งระยะสั้น 100 เมตร และ 200 เมตร และเคยทำให้ยุโรปต้องทึ่งจนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทวีป เมื่อเขาเป็นคนขาวคนแรกที่พิสูจน์ให้ทั่วโลกเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเป็นคนผิวสีก็สามารถวิ่ง 100 เมตรภายในเวลาไม่ถึง 10 วินาทีได้ (สถิติของเขาคือ 100 เมตร 9.92 วินาที) หนุ่มคนนี้เคยคว้าเหรียญทองแดงวิ่งผลัด 4×100 เมตรชาย ที่โอลิมปิกในลอนดอน ปี 2012, เหรียญทองแดงวิ่ง 200 เมตรที่ World  Championships ปี 2011 ที่แดกู ประเทศเกาหลีใต้, เหรียญทองวิ่ง 100 เมตร 200 เมตร และผลัด 4×100 เมตรที่ European Championships ปี 2010 ที่บาร์เซโลนา ประเทศสเปน รวมทั้งวิ่ง 100 เมตรที่  European Championships ปี 2012 ที่เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ด้วย

ATHLETISME - JO 2012 - 2012 lemaitre (christophe) - (fra) - series

 

12. YANA KUDRYAVTSEVA

รัสเซียเป็นประเทศที่ส่งออกนักกีฬายิมนาสติกไม่แพ้ประเทศใหญ่ๆ อย่างจีนและสหรัฐอเมริกา และแม้รัสเซียจะเป็นประเทศที่นักกีฬาตกเป็นข่าวลือว่าใช้สารกระตุ้นมากประเทศหนึ่งในโลก แต่เราก็ยังอยากให้คุณจับตามองนักยิมนาสติกลีลาสาวร่างบางนามยานาคนนี้ดู เพราะยานาคว้า 3 เหรียญทองที่การแข่งขัน World Championships ในปี 2013 โดยตอนนั้นเธอเป็นนักยิมนาสติกอายุน้อยที่สุดที่คว้าเหรียญทองรวมทุกอุปกรณ์กีฬาด้วยวัยเพียง 15 ปี ในขณะที่ปีถัดมาเธอตอกย้ำความเป็นตัวจริงในกีฬาประเภทนี้ด้วยการคว้า 5 เหรียญทองใน World Championships ปี 2016 นี้จะเป็นครั้งแรกที่เธอเข้าร่วมแข่งขันในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก

12. YANA KUDRYAVTSEVA

 

13. MARCUS VINICIUS D’ALMEIDA

ว่ากันว่าเด็กมหัศจรรย์อย่างมาร์คุสคือ ‘เนย์มาร์ของกีฬายิงธนู’ เลยทีเดียว มาร์คุสเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังในปี 2014 เมื่อเขาเข้าร่วมการแข่งขันยิงธนูชิงแชมป์โลกรอบไฟนอล ซึ่งตอนนั้นเขาอายุแค่ 16 ปี! มาร์คุสเป็นเด็กที่มีสายตาแหลมคมยิ่งนักและในโอลิมปิก ปี 2016 เขาก็เป็นนักกีฬาหนึ่งในความหวังของบราซิลที่จะคว้าเหรียญการแข่งขันยิงธนูชาย ที่ Nanjing Youth Olympic Games ในปี 2014 เด็กมีพรสวรรค์รายนี้ยังคว้าเหรียญเงินไปครอง รวมทั้งที่การแข่งขัน South American Games ที่กรุงซันติเอโก ประเทศชิลีในปีเดียวกัน มาร์คุสยังกวาดเหรียญทองไปได้ถึง 3 เหรียญ!

13. MARCUS VINICIUS D’ALMEIDA

 

14. LEE YONG-DAE

ด้วยหน้าตาที่ละม้ายคล้ายกับ Lee Sung-Gi (อีซึงกิ) นักร้องชื่อดังของเกาหลี ทำให้เรียกเสียงกรี๊ดได้สนั่นจนบรรยากาศทั้งสนามเปลี่ยนไปราวกับอยู่ในคอนเสิร์ตของไอดอลเกาหลีเลยทีเดียว แต่ Lee Yong-Dae (อียงแด) พ่อหนุ่มคนนี้ไม่ได้มีดีแค่หน้าตาและซิกซ์แพ็กที่ฟิตเปรี๊ยะ เพราะอียงแดเป็นนักแบดมินตันชายคู่ที่ครองตำแหน่งมืออันดับ 1 ของโลกมาอย่างยาวนาน เขาเคยคว้าเหรียญทองประเภทคู่ผสมในโอลิมปิก ปี 2008 ที่ปักกิ่งด้วยอายุ 19 ปีเท่านั้น คว้าเหรียญทองแดงประเภทชายคู่ในโอลิมปิก ปี 2012 ที่ลอนดอน และในโอลิมปิกครั้งนี้เขาก็คือตัวเต็งที่จะคว้าเหรียญทองเช่นกัน

14

 

15. เมย์-รัชนก อินทนนท์

หลังจากที่ประกาศตัวว่าคบหากับแฟนหนุ่มนักแบดมินตันด้วยกัน เธอก็สวยขึ้นทุกวัน สำหรับเมย์-รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันหญิงเดี่ยวมือ 1 ของไทยและมืออันดับ 4 ของโลก (ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2559) ซึ่งนอกจากจะลักกี้อินเลิฟแล้ว เมย์ยังลักกี้อินเกมด้วย เพราะเธอเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นนักแบดมินตันหญิงเดี่ยวคนแรกของไทยที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งมืออันดับ 1 ของโลก ทั้งยังเป็นนักแบดมินตันคนแรกของโลกที่คว้าแชมป์ซูเปอร์ซีรีส์ 3 รายการติดต่อกันภายใน 3 สัปดาห์ ฟอร์มร้อนแรงขนาดนี้ทำให้เธอมีลุ้นที่จะคว้าเหรียญทองกลับมาฝากคนไทย อย่าลืมส่งแรงใจไปเชียร์กันเยอะๆ นะ

15

โพสท์ใน การพนัน, กีฬา, ความงาม, สาระทั่วไป, เรื่องราวกีฬา ออนไลน์ | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน 15 นักกีฬาน่าจับตามองที่โอลิมปิกในรีโอเดจาเนโร

มองอนาคตเพื่อกำหนดปัจจุบัน

เมื่อการพัฒนาประเทศไปข้างหน้ายังคงต้องอาศัยการวางแผนอย่างรอบคอบเป็นลายแทงสำคัญ เพราะเดิมพันที่ต้องต่อรองคือทิศทางที่กำลังจะก้าวไป แต่จะทำอย่างไรในวันที่สถานการณ์ไม่เป็นใจเกิดอุบัติขึ้น พร้อมกับการหาความแน่นอนไม่ได้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกลายเป็นระลอกคลื่นลูกใหญ่ ไม่ว่าจะกล่าวถึงในระดับใหญ่ตั้งแต่นโยบายประเทศ มาจนถึงเจ้าของธุรกิจรายย่อยก็ตาม

การคาดการณ์อนาคตผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์จึงเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่จะเป็นฐานแห่งชุดความรู้สำหรับหลายๆ หน่วยในสังคม ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ นักอนาคตศาสตร์และผู้บริหารบริษัท โนวิสเคป คอนซัลติ้ง จำกัด คือบุคคลผู้เชี่ยวชาญด้านอนาคต ที่สามารถค้นหาทั้งอุปสรรคและโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคตท่ามกลางสถานการณ์สารพัดรูปแบบที่เกิดขึ้นในหน่วยเวลานับเป็นสิบปี เพื่อคาดการณ์ความเป็นไปได้อันเป็นประโยชน์กับการตัดสินใจในปัจจุบัน

              บทบาท หน้าที่ และความสำคัญของอนาคตศาสตร์ในประเทศไทย
จริงๆ ประเทศไทยมียูนิตที่ทำอนาคตศาสตร์เป็นยูนิตแรกๆ ของภูมิภาคนี้ มีมาสิบกว่าปีแล้ว อยู่ในกระทรวงวิทยาศาสตร์ เพราะว่าเราไปเอาองค์กรลูกของเอเปค หรือกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC) มาตั้ง คือหน่วยงานรัฐไทยรับเป็นเจ้าภาพ องค์กรนี้คือ APEC Center for Forecasting Foresight หรือศูนย์คาดการณ์อนาคตแห่งเอเปค มีหน้าที่ในการคาดการณ์เอเชียอนาคตในระดับแปซิฟิก ตั้งมาก่อนยุคเศรษฐกิจฟองสบู่แตก

             Foresight เป็นการมองอนาคตอีกลักษณะหนึ่ง ในโลกธุรกิจส่วนใหญ่เราจะคุ้นกับคำว่า Forecast หรือการพยากรณ์ หมายความว่าจากอดีต ปัจจุบัน สู่อนาคต อนาคตสักปีสองปี แต่ที่เราทำตอนนั้นไม่ใช่ Foresight เหมือนหนัง Back to the Future แต่เป็น From Future Back to Present (จากอนาคตย้อนกลับมายังปัจจุบัน) เราพูดถึงว่าอีก 20 ปี 30 ปี 50 ปี จะเป็นอย่างไร ทำภาพอนาคตเสร็จแล้วก็ค่อยๆ ย้อนกลับมาสู่ปัจจุบัน ทีนี้มันจะขัดความรู้สึกของคนปกติ เพราะฐานความคิดคนคือต้องมองโลกในปัจจุบัน

ดังนั้น ถ้าถามว่ามีความสำคัญอย่างไร คือมันเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนบรรทัดฐานความคิดของคนในหลายๆ วงการ เริ่มจากวงการวิทยาศาสตร์ก่อน จากคำว่า Technology Foresight ค่อยๆ ถูกถอดคำหน้าออกไป เพราะว่ามันแคบ อย่างตอนนี้เราไม่ได้ทำแค่เทคโนโลยีแล้ว แต่มี 5 เรื่อง คือสังคม เทคโนโลยี เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเมือง แรกๆ เราเน้นเทคโนโลยี แล้วเอาอีก 4 ตัวที่เหลือมาเป็นตัวสร้างสภาพแวดล้อมของอนาคต พระเอกคือเทคโนโลยี โลกในปี 1990 แม้แต่เมืองไทยที่ทำเรื่องแรกๆ ก็เป็นเรื่องเทคโนโลยีต่างๆ พอทำได้สัก 4-5 ปี มันไม่ตอบคำถามประเทศสักเท่าไหร่ มันเป็นเรื่องของงานวิจัยในแล็บอย่างเดียว

         ย้อนกลับไปในช่วงแรกๆ ตอนนั้น Foresight หรือการมองอนาคตนั้นโฟกัสไปที่เรื่องใดบ้าง
เรื่องน้ำบ้าง เรื่องการจัดการเมืองบ้าง Foresight ช่วงแรกๆ เราเริ่มจากกลุ่มของนักนโยบายทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เราพบว่าการสร้างการมีส่วนร่วมจากคนหลากหลายกลุ่มมีปัญหาเยอะ เพราะในที่สุด โจทย์ที่ได้มาต้องมีเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์มาเกี่ยวด้วยตลอด ซึ่งมันจะไม่เป็นปัญหาอะไร

ถ้าเราเป็นประเทศที่เน้นเรื่องการวิจัย R&D (Research and Development) แต่ตอนหลังกระแสโลกมันเปลี่ยน มีการทำ Foresight ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีโดยตรง เช่น เรื่อง Aging Society (สังคมผู้สูงอายุ) เรื่อง Imaging Disease (โรคอุบัติใหม่ในอนาคต) แล้วคนจะเป็นอย่างไร เรื่องสังคมคาร์บอนต่ำ การพูดถึงอนาคตของสภาพสังคมเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้น การทำ Foresight ในช่วงปี 2000 ต้นๆ จึงเริ่มมีการทลายขอบเขต

ไม่ใช่เรื่องของวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เห็นได้ว่ากระบวนทัศน์เริ่มเปลี่ยน หลังจากนั้น มันไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของคนที่ทำนโยบายอย่างเดียว เอกชนก็เริ่มสนใจ ต่างประเทศก็ทำ Corporate Foresight หรือการคาดการณ์ในระดับวิสาหกิจหรือบริษัทกันเยอะ เชลล์ (Shell) ก็ถือเป็นที่แรกที่ทำ Scenario (วิเคราะห์สถานการณ์ในอนาคต) ของโลกด้านพลังงานเผยแพร่ทุกปี ทำมาแล้ว 30 กว่าปี หรืออย่างธนาคารดอยซ์แบงก์ (Deutsche Bank) เขาทำอนาคตศาสตร์ เช่นทำ Foresight ว่าทวีปแอฟริกาปี 2050 จะเป็นเช่นไร เพื่อเขาจะได้จัดการโปรเจ็กต์ไฟแนนซ์ของเขาในระยะยาวได้

IMG_1970.JPG IMG_1902.JPG

           ปัจจุบัน หน่วยงานที่ทำเรื่องอนาคตศาสตร์ในช่วงต้นหายไปหรือไม่
ไม่หายครับ แต่ไม่ได้จัดตั้งเป็นเอกเทศ ผมพยายามจะตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมา เป็นหน่วยงานบริหารความเสี่ยงแห่งชาติ หน่วยงานอนาคตศาสตร์ แล้วก็ทำอนาคตยาวๆ มันจะมี Scenario เต็มไปหมด ปรากฏว่าเราทำไม่ได้ จะด้วยเหตุผลทางการเมืองหรืออะไรก็แล้วแต่ ประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทำได้คือสิงคโปร์ สำนักนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์มี 2 ยูนิตสำคัญ ยูนิตแรกชื่อว่า RAHS เป็นคณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงกลาโหมกับสำนักนายกฯ ทำ Risk Assessment (การประเมินความเสี่ยง) กับ Horizon Scanning (การกวาดสัญญาณแนวราบ) อย่างหลังคือสิ่งที่บริษัท (โนวิสเคป) ทำเป็นหลัก เพราะ Horizon Scanning เป็นตัวนำไปสู่ Scenario สำหรับ Horizon Scanning คือการวัดสัญญาณอ่อนๆ ที่เกิดขึ้นมา ประเด็นใหม่ๆ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ส่งแรงกระเพื่อม สิ่งเหล่านี้ต้องยอมรับเลยว่าเมืองไทยทำน้อยมาก อย่างมากเราก็กูเกิลมองหา Mega Trends (แนวโน้มสำคัญ) แล้วก็เอาเทรนด์โลกมาพูด

กลับมาที่สิงคโปร์ สิงคโปร์ก็ได้จุดยืนของเขาขึ้นมา ทำหน้าที่หาสัญญาณอ่อนๆ แล้วก็รายงาน มีซอฟต์แวร์ทำหน้าที่ประมวลผลด้วย อีกยูนิตหนึ่งเรียกว่า Center for Future มีหน้าที่ในการสร้าง Scenario ของประเทศ แล้วบอกให้เอกชนกับภาครัฐทำอะไรบ้าง มีส่วนร่วมอย่างไร แล้วก็ทำสิ่งที่เรียกว่า Trend Setting ขึ้น (การกำหนดเทรนด์) มันก็จะกลายเป็นชุดข้อมูลเทรนด์ที่นำไปทำอะไรต่อ วงการแฟชั่นอาจจะชัด แต่วงการเมือง วงการเศรษฐกิจก็มีเช่นกัน บอกว่าเมืองเป็นแบบนี้นะ แล้วก็มาตรฐานของอุตสาหกรรมต้องเป็นแบบนี้นะ มันเป็นการล็อบบี้ด้วยข้อมูล จะเห็นว่ามีความสำคัญมาก

แต่กว่าประเทศเราจะเปลี่ยนระบบวิธีคิดให้เห็นความสำคัญมากขึ้นก็ต้องใช้เวลา
ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็เป็นสิบปี โดยคนกลุ่มแรกๆ ที่สนใจเรื่องเหล่านี้คือนักวิทยาศาสตร์และนักนโยบาย ตอนนี้บริษัทใหญ่ๆ ในเมืองไทยเริ่มใช้บ้างแต่ก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด คือเราบอกว่าเราเป็นสังคมเปิด แต่เราไม่เคยดูประเทศที่ดูเหมือนอนุรักษ์นิยมแต่กลับเสรีนิยมมากอย่างอเมริกาหรือญี่ปุ่น เขามียูนิตที่ทำ คนพร้อมที่จะเปิดใจแล้วลงมือทำ ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง เขาจะเปลี่ยนแปลงจากการที่เขาได้รับข้อมูลเหล่านี้มาเมื่อประมาณ 5 ปีในอดีต เป็นข้อมูลที่กำลังจะเกิดขึ้นอีก 5 ปีในอนาคต เขาก็ได้เป็นผู้นำ แต่ของเรากลายเป็นผู้ตาม เพราะเรารอรับเทรนด์ที่เป็น Mega Trends ไปแล้ว เพราะฉะนั้นคำว่า Trendsetter ไม่ใช่แค่ในสังคมแฟชั่น หรือในสังคมเล็กๆ ตอนนี้มันกลายเป็น Geopolitical Trend (เทรนด์ภูมิรัฐศาสตร์) ไปแล้ว

การศึกษาอนาคตศาสตร์ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญอยู่ ถือเป็นข้อดีทั้งในระดับประเทศและลงไปถึงระดับเมืองไหม
ดูเหมือนบางประเทศจะทำได้ดีในระดับประเทศ เพราะเขาจัดการในระดับ National Policy (นโยบายระดับชาติ) ได้ดี อย่างเช่นอังกฤษที่มีหน่วยงานชื่อ UK Foresight อยู่ใต้สำนักนายกฯ เขาทำงานเรื่องเอกชนแบบใกล้ชิดเลย นโยบายใหม่ๆ ที่ออกมาก็ได้แบบทำปุ๊บเปลี่ยนปั๊บ คำว่า Social Innovation (นวัตกรรมเพื่อสังคม) Social Entrepreneur (ผู้ประกอบการเพื่อสังคม) คนที่สร้างนโยบายเป็นภาพอนาคตแรกๆ ก็คืออังกฤษ เมื่อ 2-3 ปีก่อน อังกฤษออกรายงานมาจากหน่วยนี้ เรื่องอนาคตของอัตลักษณ์ประเทศ (National Identity Foresight) คิดดูสิ ประเทศหนึ่งที่ภาครัฐสนใจเรื่องอัตลักษณ์ของประเทศ จนในที่สุดแล้วก็วิจัยและบอกว่ามีอยู่กี่อย่าง หลังจากนั้นไม่นาน มีรายงานเรื่อง “New Social Class” (ชนชั้นทางสังคมใหม่) ของอังกฤษออกมา บอกว่ามีอยู่ 7 ชั้นในอังกฤษ อาจเหมือนเอานโยบายไปใส่ในหัวคนอังกฤษ แต่เป็นการสร้างภาพในเวลานี้ เพื่อภาพในอนาคตต่อยาวออกไป

                       ทีนี้เป็นปัญหาหรือไม่ พอประเทศไทยไม่พร้อม
เป็นทั้งปัญหาและความท้าทาย ประเทศไทยหาคนเป็น Futurist (นักอนาคตศาสตร์) ยากมาก ผมสอนที่ธรรมศาสตร์กับจุฬาฯ นิสิตไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ สนเรื่อง Conventional Business, Development Business Innovation มากกว่า ซึ่งในที่สุดคุณก็เป็นผู้ตาม เพราะคุณไม่ได้มองเรื่องเทรนด์ คุณอาจเป็นผู้รู้ลึกในอุตสาหกรรม แต่ใครคือคนทำ Sign Code (รหัสสัญญาณ) เหล่านั้นขึ้นมา คุณอาจดูเทรนด์ในกูเกิลได้ แต่เราต้องคิดไปอีกชั้นหนึ่งว่า ข้อมูลที่ผ่านการค้นคว้าและวิจัยมาเป็นอย่างดีเขาไม่ปล่อยออกมาง่ายๆ หรอก เราต้องทำเอง นี่คือปัญหา

pan-ard0.jpg

                                                  แต่ก็ยังมีโอกาสอยู่
ผมว่าเรื่องการรับรู้ก็มีแล้ว ยกตัวอย่างเรื่องการเมือง คนพูดเรื่องอนาคตประเทศเต็มไปหมด แต่ถามว่าแล้วยังไงต่อ แล้วคุณใช้เครื่องมืออะไร นักการเมืองหลายคน เช่น ดร.สมคิด (ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) เขาไปตั้งสถาบันมูลนิธิอนาคตศึกษา แต่พอเข้าไปดูจริงๆ มันเน้นเรื่องเทรนด์เศรษฐกิจ พูดง่ายๆ คือเป็นนักวิเคราะห์จากทางฝั่งหุ้นและทางเศรษฐศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ก็พยายามพูดถึงเรื่องพิมพ์เขียวประเทศไทย พยายามเอาอนาคตมาจับ มีไปจ้างนักอนาคตศาสตร์ต่างประเทศมาช่วย ทางด้านประเทศไทย 2020 ของพรรคเพื่อไทย ในระดับนั้นอาจจะเป็นกิมมิกหรือมาร์เก็ตติ้ง แต่นักอนาคตศาสตร์จริงๆ ไม่ได้เป็นผู้ผลิตนะ คือเราบอกว่าเราสนใจ แต่ถ้าทำคอนเทนต์ขึ้นมาได้จากการเทรนด์หรือลองทำงานด้านนี้อย่างจริงจังก็จะดี แต่มันไม่มีไง ทีนี้เราพูดแบบแผน 3-5 ปีไม่ได้แล้ว มันต้อง 10-20 ปีย้อนกลับมา บางคนบอกมันไกลไป ถึงเวลาก็ตาย แต่แล้วถ้าคุณไม่ตายล่ะ คุณยังอยู่ แล้ว 20 ปีไม่เปลี่ยนเลย คุณจะรู้ว่ามันเร็วแค่ไหน สัญญาณเตือนจากอนาคตไกลๆ มันเร็วมาก เผลอแป๊บเดียว 10 ปีแล้ว

                การจับสัญญาณเตือนอ่อนๆ ที่บอก ต้องมีเครื่องมืออะไรบ้าง
Weak Signal (สัญญาณอ่อน) ต้องทำ Horizon Scanning คือการกวาดสัญญาณ ดูว่ามันมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น มีสัก 2-3 เหตุการณ์ที่เริ่มน่าสนใจ จากนั้นก็เริ่มเก็บเข้าไว้ในระบบ พอมีเหตุการณ์ใหม่ๆ ที่มีคีย์เวิร์ดซ้ำกันเรื่อยๆ สัญญาณจะแรง นั่นแสดงว่าตัว Sign Code ที่เราวางไว้มีพัฒนาการ จาก Weak Signal จะกลายเป็นเทรนด์

                                           เครื่องมือในการจับคืออะไร
มีหลายอย่าง เช่น การคุยกับคนที่อยู่ในวงการ แต่เราก็ต้องมีวิธีการคุยนะ เราต้องหาว่าเหตุผลที่ทำให้มันเกิดหรือไม่เกิดคืออะไร ดูว่ามี Driver (ปัจจัยเร่ง) มี Barrier (ปัจจัยหน่วง) อะไรบ้าง แล้วบริบทมันเกี่ยวข้องกับใคร แล้วมีผลกระทบด้านไหน Invitation (บริบท) ที่มันเกิดกับสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การเมืองเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นมันจะมีปัจจัยอยู่ 3 ตัว คือ ปัจจัยเร่ง ปัจจัยหน่วง และสุดท้ายคือบริบท

อย่างเช่นเรื่อง Digital Politics ก็เป็นสัญญาณที่แรงขึ้น เราทำก่อนหน้า Arab Spring (การลุกฮือของมวลชนในโลกอาหรับ) เสียอีก ตอนนั้นเมืองไทยเริ่มใช้อุปกรณ์พวกนี้เยอะ ที่อื่นจะเป็นนักการเมืองที่เริ่มใช้อุปกรณ์ด้านไอที ก่อน แต่ของไทยเป็นฝั่งผู้ประท้วง ปรากฏว่าหลังจากที่เราทำสัญญาณมันแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วถึงตอนนี้ มันก็กลายเป็นเทรนด์ไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีเรื่อง New Social Class (ชนชั้นสังคมใหม่) Rural Middle Class ซึ่งก็คือคนชนบทกลายเป็นคนชั้นกลาง อันนี้ก็เริ่มแรงขึ้น หรือเรื่อง Cyber Attack (การโจมตีทางอินเทอร์เน็ต) ทั้งหมดนี้หมือนเป็นเรื่องที่เรารู้ๆ กันอยู่ สุดท้ายเราจะได้ Key Driver (ปัจจัยเร่งหลัก) ถ้ามันจะเกิด อะไรจะเร่งให้มันเกิด แต่ Horizon Scanning มันเป็นอนาคต 3 ปี 5 ปี ว่ามันเป็น Input (ข้อมูลวัตถุดิบ) ที่สามารถบอกอนาคตระยะยาวให้เราได้

pan-ard1.jpg

สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในปัจจุบัน จะส่งผลต่อการวางภาพในอนาคตด้วยหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น Creative Tourism
Creative Tourism มันก็ยังอยู่ของมันไปเรื่อยๆ เพราะเป็น Mega Trend ไปแล้ว ไม่ประเทศไทยก็ประเทศอื่น บางคนมองว่าเอานักท่องเที่ยวเข้าไปเดินม็อบ ถามว่าเป็น Creative Tourism ไหม ตอบว่าไม่ใช่ มันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คุณไปมีส่วนร่วมแล้วออกไปเลย นี่ไม่มีทางเป็น Creative Tourism แต่เป็นการสร้างสรรค์ของคนนำเที่ยว

                           การทำนายอนาคตมีเคสที่ผิดพลาดบ้างไหม
มี คือทำไปแล้วเกิดมีเหตุการณ์อื่นเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวขึ้นมา เราวางภาพอนาคตไว้แบบนี้ น่าจะเกิดขึ้นในปี X ปี Y มีพิบัติภัย มีสงคราม มีโรคระบาด เกิดโดยที่เราไม่รู้ตัว วิธีการก็คือว่า ไม่ใช่ทำ Scenario ครั้งเดียวแล้วหยุด สัก 2-3 ปี ต้องมีการทบทวนว่ามีอะไรตรง อะไรไม่ตรง เพื่อปรับ Scenario นักอนาคตศาสตร์ต้องทำ Horizon Scanning ตลอด สิ่งเหล่านี้จะไปเปลี่ยนแนวโน้มของ Scenario ในระยะยาว แต่ถ้าทำดีจริงๆ คุณจะเห็นว่ามันจะไม่เปลี่ยนไปจาก Scenario นั้นเท่าไหร่ แต่จะมีเรื่องราวและเนื้อหาในบริบทนั้นลึกขึ้น ผมมองว่า Scenario ที่ล้มเหลว เกิดจากการที่คุณได้กลุ่มคนมา แล้วใส่ข้อมูลผิดเข้าไป นี่ล้มเหลวตั้งแต่ต้น ส่วน Scenario ที่ผ่านไปสักพักหนึ่งแล้วมันไม่ตรง จู่ๆ เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา Scenario ของคุณก็ต้องเปลี่ยน

สถานการณ์ผู้ประกอบการในประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประชาคมอาเซียน (AEC)
ระยะสั้นไม่มีปัญหา คือ 10 ประเทศจะไล่กวดกันไม่ทัน จะมีประเทศที่เป็นอันดับ 1 2 และ 3 อยู่แล้ว อีก 20-30 ปีก็เป็นแบบนั้น อันดับ 1 เป็นสิงคโปร์ บรูไน เพราะเขารวยมาก เลี้ยงดูตัวเองได้ ศูนย์การศึกษาก็อยู่ที่สิงคโปร์ คือเป็นประเทศที่รัฐเลี้ยงประชาชน มาเลเซียก็วางแผนจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในปี 2020 แต่ผมก็ยังไม่ค่อยมั่นใจ เพราะว่ายังมีความเหลื่อมล้ำในรัฐซาราวักกับแผ่นดินใหญ่อยู่พอสมควร แต่ก็อาจเกิดขึ้นได้ในแผ่นดินใหญ่ อันดับ 2 ลงมาก็เป็นไทยแล้ว ทีนี้ไทยอาจจะโดนไล่กวดจากอินโดนีเซียเป็นหลัก ส่วนฟิลิปปินส์อาจจะอีกพักหนึ่ง แต่ทั้งหมดอยู่ในอันดับเดียว สุดท้ายคือ ลาว เขมร พม่า และเวียดนาม โดยเวียดนามจะเป็นจ่าฝูงของอันดับ 3 ทีนี้ สำหรับประเทศไทย ตอนนี้เรามีความไม่มั่นคงทางการเมืองอยู่ และอีก 5-7 ปีข้างหน้า ประเทศไทยก็จะเป็นอย่างนี้ แต่ผลกระทบทางอุตสาหกรรมการผลิตมันน้อยมาก เพราะว่าเอกชนที่ลงทุนอยู่แล้วยังใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตทางภูมิภาคได้อยู่ ตราบใดที่ยังไม่มีสงครามกลางเมือง ถ้ามีก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่สงครามกลางเมืองมันยังไม่เกิดหรอก สรุปคือความไม่แน่นอนทางการเมืองของเมืองไทยเกิดขึ้น แต่ไม่ถึงขนาดทำให้เศรษฐกิจไทยพัง และ AEC ก็จะมีอิทธิพลระดับหนึ่ง แต่ไม่ส่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะมันทำไปแล้ว แต่ที่น่าเป็นห่วงคือแรงงาน แรงงานขั้นต่ำไม่มีปัญหา แต่แรงงานทักษะที่อยู่ในออฟฟิศ อาชีพใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นมา อันนี้น่าสนใจและทำ Foresight ดู นี่เป็นอีกเรื่องที่ผมไม่เข้าใจ ทำไมเมืองไทยถึงไม่ชอบทำ Future of Work (งานในอนาคต)

                                           แล้วประเทศอื่นทำกันไหม
ทำครับ อเมริกาก็ทำ เพราะมีภาวะถดถอยของแรงงานวัยเยาว์ เกิดมาแล้วพร้อมเป็นหนี้ เช่น หนี้กู้ยืม หนี้ซื้อบ้าน ประมาณแสนห้าหมื่นเหรียญสหรัฐฯ เพราะฉะนั้นก็ต้องมาเช็กว่าแนวโน้มของอาชีพใหม่เป็นยังไงเมื่อรูปแบบเศรษฐกิจเปลี่ยน แล้วเมืองไทยก็ต้องทำ เพราะเราเป็นท็อป 30 ของเศรษฐกิจโลก SMEs ในอนาคต ถามว่ารูปแบบหน้าตาเป็นอย่างไร เป็นโชห่วยหรือรับจ้างผลิตของเหมือนเดิม กลุ่มของฟรีแลนซ์ที่รวมตัวกันเป็น SMEs แบบสมาร์ท เราจะสามารถลดจำนวนแรงงานในภาคเกษตรจาก 40 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 20 เปอร์เซ็นต์ได้ไหม ถ้าลดแล้วตลาดงานจะเป็นอย่างไร เรื่องพวกนี้ต้องทำ ไม่ใช่ประกันรายได้อย่างเดียว คือรายได้ขั้นต่ำของคนไทยไม่ควรเป็น 300 บาท มันควรจะมากกว่านั้น แต่จะทำยังไงให้สิ่งที่ควรอยู่ในระบบเศรษฐกิจมันอยู่ และสิ่งที่ไม่ควรจะทำแล้ว ปล่อยไปเถอะ

ตอนที่เกาหลีใต้ส่งคนเข้ามาเรียนที่จุฬาฯ หรือธรรมศาสตร์ช่วงปี 1980 GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ต่อหัวต่อคนของเขาคือ 300 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ตอนนั้นคนไทยคือ 1,250 เหรียญสหรัฐฯ เมื่อราว 30 ปีก่อนเรารวยกว่าเกาหลี 4 เท่า เราส่งทหารไปช่วยเขารบ ส่งอาหารไปให้เขา เขาส่งคนมาเรียน กลับไปเป็นข้าราชการ เป็นนักธุรกิจ แต่เมื่อเปรียบเทียบปีนี้กับช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เด็กจบใหม่ในเมืองไทย เงินเดือนแทบไม่เปลี่ยน ถามว่าอนาคต อีก 20 ปี คนไทยมีรายได้ต่อหัวคือ X ต้องย้อนกลับมาเลยว่าคนไทยทำอาชีพอะไร รายได้หามาอย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรทำแต่ไม่ทำ

อินโดนีเซียจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2025 มันฟังดูเพ้อฝัน แต่เขาบอกเลยว่า อนาคตเขาจะทำอะไรบ้าง แต่อินโดนีเซียก็เคยรุ่งเรืองมาก่อน อุตสาหกรรมหรือเทคโนโลยีอยู่ตรงนั้นหมด ก็เป็นไปได้ เพราะฐานเขาดี ลองคิดว่าอนาคตสักอีก 10-20 ปี คิดว่า GDP ต่อหัวเราเป็นเท่าไหร่ ตอนนี้เราประมาณ 10,000 เหรียญสหรัฐฯ แต่จริงๆ ไม่ถึง อาจจะประมาณ 6,000 เหรียญสหรัฐฯ อีก 10 ปีก็น่าจะ 15,000 เหรียญสหรัฐฯ เราก็ลองทำ Scenario ได้ ถึงเวลานั้นคุณก็ตอบคำถามว่าคนไทยทำงานและหากินอย่างไร เรื่องพวกนี้น่าทำ SMEs ได้ประโยชน์ด้วย เด็กในยุคหลังเจเนอเรชั่นเอ็ม (Post Gen M) จะทำอาชีพอะไร จะหน้าตาอย่างไร คนวัยเราอาจจะใกล้เกษียณ แต่ยังไม่เกษียณ เราจะทำธุรกิจอะไร หน้าตายังไง มันก็ต้องตอบเป็นรุ่นๆ ไป CT

โพสท์ใน การพนัน, กีฬา, ความงาม, สาระทั่วไป, เรื่องราวกีฬา ออนไลน์ | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน มองอนาคตเพื่อกำหนดปัจจุบัน

“เอ็กซ์ จักรกฤษณ์” เส้นทางชีวิตนักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย

วันนี้  ศาลมีนบุรีอ่านคำพิพากษาคดีฆาตกรรมนายจักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม หรือ “เอ็กซ์” อดีตนักยิงปืนทีมชาติไทย ซึ่งเสียชีวิตจากการถูกยิงขณะขับรถผ่านหน้าปากซอยรามคำแหง 106 เมื่อวันที่ 19 ต.ค.2556

การจากไปของเขานับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการกีฬา มาทำความรู้จัก “เอ็กซ์ จักรกฤษณ์” กันอีกครั้งหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาวันนี้

จักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม เกิดวันที่ 31 ม.ค.2516 เป็นนักแม่นปืนที่ทำผลงานให้กับทีมชาติไทยอย่างยอดเยี่ยมด้วยผลงาน 20 เหรียญทองซีเกมส์

จักรกฤษณ์ฝึกหัดการยิงปืนตั้งแต่อายุ 15 ปี โดยตามรอยคุณพ่อ–มานพ พณิชย์ผาติกรรม ซึ่งเป็นอดีตนักแม่นปืนทีมชาติไทย เขาติดทีมชาติตั้งแต่วัย 18 ปี ในประเภทปืนสั้นอัดลมยิงช้าและเชี่ยวชาญปืนหลายชนิด

เขาทำผลงานในการเป็นนักยิงปืนทีมชาติโดดเด่นเป็นอย่างมาก โดยเป็นเจ้าของ 20 เหรียญทองซีเกมส์ และยังเคยได้เหรียญเงินซีเกมส์ ที่ประเทศฟิลิปปินส์ รวมถึงเคยได้อันดับ 4 เอเชียนเกมส์ในปี 1998 แต่ผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเอ็กซ์ คือการเป็นนักยิงปืนไทยคนแรกที่ได้อันดับ 8 โอลิมปิกปี 2008 ที่ประเทศจีน รวมถึงอันดับ 8 การแข่งขันยิงปืนชิงแชมป์โลกที่ประเทศเยอรมนีด้วย

แม้จะมีผลงานโดดเด่น แต่อดีตนักแม่นปืนทีมชาติวัย 40 ปีคนนี้ขึ้นชื่อด้านอารมณ์ร้อน ตกเป็นข่าวมีปัญหากับสมาคมยิงปืน สื่อมวลชน แต่กรณีที่โด่งดังมากที่สุด ในระหว่างการแข่งขันซีเกมส์ ที่ประเทศลาว เมื่อจักรกฤษณ์ถูกส่งกลับทันทีหลังจากมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับผู้จัดการทีม

โพสท์ใน การพนัน, กีฬา, ความงาม, สาระทั่วไป, เรื่องราวกีฬา ออนไลน์ | ติดป้ายกำกับ , , , | ปิดความเห็น บน “เอ็กซ์ จักรกฤษณ์” เส้นทางชีวิตนักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย